วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ในหลวงกับพลังน้ำ

วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 กระทรวงพลังงานร่วมกับสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จัดเสวนาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในหัวข้อ "ในหลวงกับน้ำ" ณ หอประชุมอาคารประชาสัมพันธ์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยโดยมีพลอากาศตรี กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี อดีตผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและประธานคณะกรรมการมูลนิธิเพื่อสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และคุณเกษม จาติกวณิช อดีตผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นวิทยากรในการเสวนาดังกล่าว ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้า- 
อยู่หัวทรงสนพระทัยและทรงเชี่ยวชาญเรื่อง
น้ำมากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม โครงการ 
พัฒนาแหล่งน้ำเหล่านี้นับตั้งแต่เริ่มแรกก็เป็นการ
ดำเนินการที่ควบคู่ไปกับรัฐบาล โดยระมัดระวัง 
ไม่ให้ซ้ำซ้อนกับงานพัฒนาของรัฐบาล
a7

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ
ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติ พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ และครอบคลุมการพัฒนาเกือบทุกแขนง ทั้งในด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ โครงการทางด้านการเกษตร โครงการทางด้านพลังงาน ฯลฯ นับพันโครงการ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาแหล่งน้ำนั้น เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยและทรงเชี่ยวชาญเรื่องน้ำมากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเหล่านี้นับตั้งแต่เริ่มแรกก็เป็นการดำเนินการที่ควบคู่ไปกับรัฐบาล โดยระมัดระวังไม่ให้ซ้ำซ้อนกับงานพัฒนาของรัฐบาล ซึ่งในประเด็นนี้ พลอากาศตรี กำธน สินธวานนท์ ได้เสนอความเห็นโดยสรุปว่า เกิดจากการที่พระองค์ได้ทรงงานด้วยความละเอียดรอบคอบ และเริ่มทรงงานจากโครงการขนาดเล็ก อันเป็นการช่วยเสริมช่องว่างของรัฐบาลด้วย
หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ขึ้นครองราชย์ปี พ.ศ.๒๕๘๙ พระองค์ได้เสด็จฯกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยทรงเปลี่ยนไปเรียนด้านการปกครองและกฎหมายแทนสาขาวิศวกรรมที่ทรงศึกษาแต่เดิมหลังจากทรงสำเร็จการศึกษาและเสด็จนิวัติประเทศไทยแล้ว พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินเพื่อเยี่ยมราษฎรดูแลทุกข์สุขเพื่อทราบถึงต้นเหตุแห่งปัญหา เสด็จฯไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อเตรียมหาข้อเท็จจริงก่อนจะเห็นได้ว่าพระราชทานกรณียกิจในช่วงแรกของพระองค์ยังไม่มีโครงการพระราชดำริเลย
การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จะพระราชดำเนินหรือแปรพระราชฐานไปตามจังหวัดต่างๆ นั้น หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยกล่าวไว้ว่า พระองค์ท่านไปตั้งออฟฟิศเล็กๆ เพื่อทรงดูแลประชาชนรอบๆ ที่ประทับ อย่างไรก็ตาม พระราชกรณียกิจในช่วงเริ่มแรกนี้ พระองค์ไม่ได้ทรงสนพระทัยในเรื่องใหญ่โตมากนัก แต่ทรงมองว่า ตรงจุดไหนมีเรื่องให้พระองค์ทรงช่วย พระองค์ก็จะทรงช่วยและในระหว่างที่เสด็จฯไปเยี่ยมราษฎรทุกครั้ง ยังทรงนำหน่วยงานของสำนักคณะกรรมพัฒนาการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ฯไปด้วยทุกครั้ง ซึ่งหน่วยงานนี้คล้ายๆ กับเป็นเลขานุการส่วนพระองค์ไปในตัวด้วย ซึ่งต่อมาเราเรียกหน่วยงานนี้ว่า สำนักงาน............
ในการทรงงานนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีวิธีของพระองค์เอง ทรงทอดพระเนตร ทรงศึกษาและสอบถามจากชาวบ้าน ตรวจสอบแผนที่ เรียกเจ้าหน้าที่มาถาม แล้วจึงทรงคิดออกมาเป็นแผนงาน จากนั้นจะทรงเรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาดู เมื่อเห็นว่าสามารถทำโครงการพัฒนาเหล่านั้นได้ จึงทรงตัดสินพระทัยทำ สภาพัฒน์ฯ จะคอยถวายรายงานว่า โครงการพัฒนาที่จะทรงทำนั้นโครงการที่ตรงกับรัฐบาลหรือไม่ ถ้ารัฐบาลทำ จะทรงเลี่ยงมาทำเรื่องเล็กๆ ที่ไม่ซ้ำซ้อนกัน แต่หากเป็นเรื่องใหญ่หรือเป็นโครงการที่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก พระองค์จะทรงให้สภาพัฒน์ฯไปเสนอต่อรัฐบาล เพราะฉะนั้นแต่ละโครงการจึงไม่ซ้ำกัน เรียกได้ว่า พระองค์ทรงทำงานของพระองค์ รัฐบาลก็ทำงานของรัฐบาล แต่พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาเหล่านี้ บางครั้งก็ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นโครงการที่เสนอรัฐบาลแล้วไม่มีความคืบหน้า ซึ่งอาจเกิดจากรัฐบาลยังไม่พร้อม อย่างเช่น โครงการปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้เสนอรัฐบาลไปสามปีแล้ว ทว่ายังไม่มีการดำเนินการใดๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงรับไว้เป็นโครกการส่วนพระองค์

ในการทรงงานนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมีวิธีของพระองค์เอง ทรงทอดพระเนตร
ทรงศึกษาและสอบถามจากชาวบ้าน ตรวจสอบ
แผนที่ เรียกเจ้าหน้าที่มาถาม แล้วจึงทรง
คิดออกมาเป็นแผนงาน จากนั้นจะทรงเรียก
เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาดู เมื่อเห็นว่าสามารถ
ทำโครงการพัฒนาเหล่านั้นได้ จึงทรง
ติดสินพระทัยทำ

a8
นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงระวังพระองค์เองว่า โครงการพัฒนาต่างๆ ตามพระราชดำรินั้นต้องไม่ใช่เป็นการไปแย่งงานของรัฐบาล แต่เป็นการช่วยเสริมช่องว่าง เดิมทีโครงการตามพระราชดำริต่างๆ เหล่านี้ใช้งานจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ต่อมาจึงมีการจัดตั้งมูลนิธิชัยพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่าเงินของราชการนั้นเป็นเงินงบประมาณ ซึ่งจะหมดในปลายปี เมื่อรัฐไม่มีค่าใช้จ่ายในการทำงานต่างๆ มูลนิธิจึงจะเข้ามาช่วยเหลือด้วยการให้ยืมเงินไปทำงานก่อน
หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นจะทรงถือหน้าที่เป็นสำคัญ ไม่ได้ถือเรื่องตำแหน่งหรือยศของคนทำงาน การทรงงานของพระองค์นั้นเปรียบได้กับเรือลำหนึ่งที่มีเรือเอกเป็นกัปตัน แต่ถ้าเรือลำนั้นใช้เครื่องยนต์ปรมาณู คนที่รู้เรื่องเครื่องยนต์อาจเป็นจ่า แต่ก็ต้องฟังเรือเอกว่าจะให้เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา จะหยุดหรือยิงอย่างไร เป็นการทำงานด้วยหน้าที่ พระองค์จะทรงละเอียดอ่อนเรื่องนี้ ซึ่งทำให้สามารถดำเนินพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาได้อย่างราบรื่น

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริ

สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำสำคัญ ๆ ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีโอกาสถวายงานตามพระราชดำริแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น คุณเกษม จาติกวนิช อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกล่าวว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความรอบรู้เรื่องเขื่อน ทรงศึกษาเรื่องเขื่อนมาเป็นอย่างดี ทรงมีสายพระเนตรยาวไกล คือ ทรงคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนชาวไทยโดยรวมก่อน ดังนั้น การสร้างเขื่อนแต่ละเขื่อนจึงไม่ใช่เพียงการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเอื้อประโยชน์ถึงเกษตรกร ชาวนา หรือเพื่อการป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย โดครงการพระราชดำริหลายโครงการสำเร็จได้ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่น โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ซึ่งเป็นโครงการที่มีประโยชน์เรื่องการป้องกันน้ำท่วมได้อย่างชัดเจน ถึงแม้จะไม่มากเท่ากับเขื่อนภูมิพล ทว่าผลประโยชน์อื่นๆ ที่เกษตรกรจะได้รับมีมากมายมหาศาล เนื่องจากเป็นเขื่อนที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีการทำนาเป็นจำนวนมาก............
a9
a13
นอกจากนี้ ในการสร้างเขื่อนแต่ละครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงให้ความสำคัญกับเรื่องการย้ายชาวบ้าน ทรงกำชับว่าต้องหางบประมาณเพื่อจ่ายค่าตอบแทนชาวบ้านอย่างเป็นธรรม ประชาชนที่จะต่อต้าน พอรู้ว่าเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ยอมทำตามพระราชประสงค์ยกตัวอย่างเช่นการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ หากให้ทางราชการเป็นผู้สร้าง เชื่อว่าอีก ๑๐๐ ปีก็อาจยังคงไม่ได้สร้าง เพราะผู้ที่ผู้อาศัยคงไม่ยอมย้ายออกแต่เมื่อเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของกโครงการ ทุกคนจึงเชื่อและรับสรองพระราชดำริ ไม่แต่เฉพาะเรื่องเขื่อนเท่านั้น เรื่องออื่นๆ ประชาชนชาวไทยก็อาศัยพระบารมีของพระองค์เช่นกัน เรียกว่าด้วยพระบารมีสามารถเปลี่ยนเรื่องใหญ่โตให้จบลงได้ในวันเดียว.....
จะขอย้อนมาเรื่องต้นกำเนิดของเขื่อนสำหรับผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย เดิมทีประเทศไทยมีโรงงานผลิตไฟฟ้าวัดเลียบและโรงไฟฟ้าสามเสน ใช้ฟืนและแกลบเป็นเชื่อเพลิงในการผลิตๆไฟฟ้า เมื่อครั้งสงครามที่ข้าเปลือกขายไม่ได้ราคา ก็เคยใช้ข้าวเปลือกเหล่านี้เป็นเชื่อเพลิงผลิตไฟฟ้ามาแล้ว แต่ไฟฟ้า

ในการสร้างเขื่อนแต่ละครั้ง พระบาทสมเด็จ 
พระเจ้าอยู่หัวจะทรงให้ความสำคัญกับเรื่องการ
ย้ายชาวบ้าน ทรงกำชับว่าต้องหางบประมาณ
เพื่อจ่ายค่าตอบแทนชาวบ้านอย่างเป็นธรรม
ประชาชนที่จะต่อต้าน พอรู้ว่าเป็นพระราชดำริ
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ยอมทำตาม
พระราชประสงค์

ก็ยังไม่พอใช้ ต้องดับไฟเป็นเขตๆ ทุกวัน เมื่อมีพระราชบัญญัติการไฟฟ้ายันฮีในปี พ.ศ.๒๕๐๐ จึงก่อให้เกิดการไฟฟ้าฝ่ายผลิตขึ้น มีการก่อสร้างเขื่อนภูมิพลหรือชื่อเดิมว่าเขื่อนยันฮี ซึ่งเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และแทบจะใหญ่ที่สุดในเอเชียในเวลานั้น ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์มาได้ ๑๑ ปี จึงอากเรียกได้ว่าพัฒนาการของเขื่อนผลิตๆฟฟ้าในประเทศไทยนั้นมีระยะเวลาที่เท่า ๆ กับการครองราชย์ของพระองค์......
เขื่อนภูมิพลเป็นเขื่อนที่ให้ประโยชน์ทั้งการเกษตรและการเกษตรและการไฟฟ้าในตอนเริ่มต้นประเมินกันว่ามีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างประมาณ ๕๐ ล้านดอลลาร์ ซึ่งในขณะนั้นอัตราแลกเปลี่ยนเงินไทยและเงินดอลลาร์สหรัฐประมาณ ๑๒ บาทต่อดอลลาร์ เมื่อคิดเป็นเงินไทยประมาณหนึ่งพันล้านบาท ซึ่งค่อนข้างสูงมากในเวลานั้น มีคำถามมากมายว่าจะไปเอาเงินจำนวนมากขนาดนั้นมาจากไหน ในที่สุดก็ไปกู้จากธนาคารโลก ซึ่งคิดดอกเบี้ย ๕ เปอร์เซ็นต์เป็นเวลา ๒๐ ปี ซึ่งหลายคนไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าเป็นการสร้างหนี้สินให้คนรุ่นลูกหลานนานถึง ๒๐ ปีแต่อย่างไรก็ตาม ในที่สุดก็มีการสร้างเขื่อนจนเป็นผลสำเร็จ โดยธนาคารโลกมีข้อกำหนดว่า ต้องนำเงินรายได้จากเขื่อนมาใช้คืน ไม่ใช่นำเงินงบประมาณมาใช้หนี้ ซึ่งเมื่อคำนวณรายได้จากการขายไฟฟ้าแล้ว ปรากว่าพอเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณ เขื่อนภูมิพลจึงเกิดขึ้นมา แต่ทุกคนก็รู้ว่าเขื่อนนี้เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ ใช้ได้ทั้งไฟและเกษตรกรรม โดยเฉพาะทุ่งราบภาคกลางที่สามารถทำนาได้มากกว่าปีละครั้ง และเกษตรกรก็ไม่ต้องเสียค่าน้ำที่เขื่อนส่งมาให้ด้วย เพราะเขื่อนมีเงินรายได้จากการขายไฟฟ้าไปใช้หนี้คืนธนาคารโลกอยู่แล้ว"

แนวพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและเขื่อน

พลอากาศตรี กำธน สินธวานนท์ กล่าวถึงแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและเขื่อนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า "พระองค์ทรงเริ่มโครงการพัฒนาจากการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรทั่วประเทศ ทรงรับทราบปัญหาสำคัญเรื่องการขาดแคลน 'แหล่งน้ำ' ของพสกนิกรส่วนใหญ่ ซึ่งมีอาชีพเกษตรกรรม ดังนั้น การแปรพระราชฐานไปที่ใดก็ตามพระองค์จะสมใจแต่เรื่องน้ำเป็นหลัก เพื่อหาทางให้มีการชลประทานไปสู่พื้นที่ที่ราษฎรเพาะปลูก และหากพบว่ามีแหล่งน้ำที่ใด พระองค์ก็จะทรงส่งเสริมให้มีการสร้างฝาย สร้างเขื่อน และด้วยเหตุนี้พระองค์จึงให้ความสนพระทัยในเรื่องเขื่อนด้วย ทรงสนพระทัยว่าเขื่อนขนาดนี้ สูงเท่านี้ ควรจะมีเครื่องผลิตไฟฟ้าและจ่ายไฟอย่างไร ทรงเข้าพระทัยดีแม้กระทั่งว่าพื้นที่อ่างน้ำขนาดเท่านี้จะโดนแดดส่งลงมาน้ำระเหยไปเท่าไร ทรงเคยรับสั่งว่า โครงการทฤษฎีใหม่ที่ว่าให้มีการขุดบ่อน้ำ พื้นที่เท่านี้มีน้ำเท่านี้ ถ้าราษฎรไม่ใช้น้ำในอ่างภายในเวลาเท่าไร น้ำจะระเหยไปหมด เพราะฉะนั้นตอนน้ำเต็มอ่างก็ควรใช้ประโยชน์เสียก่อนที่น้ำจะระเหยไปในอากาศหมด.....

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่ได้เจาะจง
เรื่องการใช้น้ำเพียงอย่างเดียว ทรงเข้าใจระบบ
ของการไฟฟ้าอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขั้นตอน
การผลิตไฟฟ้า เรื่องเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และ
ยังทรงรู้สึกไปกว่านั้น คือการทรงพระราชทาน
แนวพระราชดำริในการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ
ในการผลิตไฟฟ้าด้วย

อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่ได้เจาะจงเรื่องการใช้น้ำเพียงอย่างเดียว ทรงเข้าใจระบบของการไฟฟ้าอย่างดีไม่ว่าจะเป็นเรื่องขั้นตอนการผลิตไฟฟ้า เรื่องเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และยังทรงรู้ลึกไปกว่านั้น คือการทระพระราชทานแนวพระราชดำริในการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำในการผลิตไฟฟ้าด้วย เช่นที่หมู่บ้าน 'บ้านยาง' บริเวณเชิงดอยของอ่างขาง ซึ่งหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ทรงดูแลอยู่ เดิมทีมีแหล่งน้ำไหลอยู่ตลอดในบริเวณนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปแล้วก็ตรัสว่า ที่นั่นพระองค์มีโรงงานทำผลไม้กระป๋อง (ปัจจุบันคือโรงงานผลิตเครื่องกระป๋องตรา 'ดอยคำ' ) แต่ไม่มีไฟฟ้า จึงทรงให้ท่านชายภีศเดชมาตาม กฟผ.ไปดูว่ามีน้ำมากพอสำหรับทำไฟฟ้าหรือไม่ กฟผ.รับพระราโชบายมา และทำการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ้านยาง โดยติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องละ ๕๖ กิโลวัตต์ ๒ เครื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปทรงเปิด ให้ด้วยพระองค์เอง โรงงานเครื่องกระป๋องและชาวบ้านในบริเวณนั้น จึงได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดังกล่าวด้วย"
ในประเด็นดังกล่าว คุณเกษม จาติกวนิช กล่าวเสริมว่า "การสร้างเขื่อนขนาดเล็กเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้านั้น หากปล่อยให้ กฟผ.ไปทำลำพังอาจมีคนแย้งเรื่องความคุ้มค่า และอาจมีคนถามว่า มันเรื่องอะไรของ กฟผ. ที่จะไปทำโรงไฟฟ้าขนาดเล็กบนดอย แต่เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดูแลทุกข์สุขของประชาชน เมื่อทรงรับสั่ง กฟผ.จึงได้สนองพระราชดำริ อยากให้พวกเราเห็นว่า การดูแลผลประโยชน์และผลตอบแทนเหล่านี้ไม่ควรมองพียงด้านเดียว แต่ต้องดูประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน เรียกว่าพระวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงกว้างขวางมาก.....
แม้แต่เรื่องเขื่อนภูมิพล เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ประเทศอิหร่าน พระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านได้มีพระราชดำรัสเรื่องเขื่อนในประเทศอิหร่านกับพระองค์ เมื่อพระเจ้าชาห์เสด็จฯเยือนประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงอยากให้พวกเรา กฟผ. แสดงให้ต่างชาติเห็นว่าพวกเราก็มีดี ก็ทรงให้ กฟผ.สร้างที่ประทับที่เขื่อน และให้เราต้อนรับพระเจ้าชาห์ โดยพระองค์ไม่ได้เสด็จฯด้วย พระองค์ทรงวางพระทัยพวก กฟผ. ทรงภูมิพระทัยว่าประเทศไทยมีเขื่อนขนาดใหญ่เช่นกัน กฟผ. ก็สนองพระราชประสงค์ได้อย่างสมบูรณ์ พระเจ้าชาห์ทรงคล้ายกับพระเจ้าอยู่หัวคือ ทรงสนพระทัยเรื่องเขื่อน เรื่องเครื่องกำเนิดไฟฟ้า กฟผ.ถวายรายงานว่าเขื่อนภูมิพลสูงเท่าไหร่ ความจุเท่าไหร่ ตอนแรกพระเจ้าชาห์ทรงมีทีท่าทางว่ามีขนาดใหญ่ แต่พอทรงประทับเรือลงไปในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพลก็ทรงเชื่อ ทรงตรัสว่า 'นี่มันไม่ใช่อ่าง นี่มันทะเล' ....
a10
นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพรเจ้าอยู่หัวยังทรงสนพระทัยเรื่องเขื่อนภูมิพลเสมอ เคยรับสั่งด้วยความเป็นห่วงว่า 'วันหนึ่งถ้าตะกอนจะเต็มแล้วจะทำอย่างไร' กฟผ.ก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แม้ตามหลักวิชาการแล้วไม่น่าจะเต็ม ตรัสว่า 'ถ้าไม่คิดไว้ก่อน บอกว่ายังไม่ถึงเวลาคิด ถ้าถึงเวลาแล้วจะคิดออกไหม' เมื่อกราบบังคมทูลไปว่าคิดออก พระองค์ท่านก็ตรัสว่า 'ถ้าคิดออกให้เขียนไว้ในกกระดาษแล้วเอาไปใส่ในไหไปฝังไว้เป็นลายแทง เผื่อว่าอีก ๔๐๐ ปีจะมีใครมาขุดเอาไปใช้ เพราะว่าเขื่อนมันเต็ม' ซึ่งในความเป็นจริง คำว่าเต็มนี้ไม่ได้หมายถึงต้องเต็มตัวเขื่อน แค่เต็มที่ระยะ ๒๓๐ เมตร ในระดับ ELEVATION เป็นระดับปากท่อที่จะปล่อยน้ำลงปั่นเครื่องปั่นไฟ ซึ่งน้ำก็จะไม่เข้าท่อแล้ว เพราะฉะนั้นอายุของเขื่อนก็จะหมดตรงนั้น กฟผ. จึงได้ไปทำการวิจัยว่าตะกอนที่ตกมาแล้ว ตกตรงไหนบ้าง ปรากฏว่าว่ามันยังตกมาไม่ถึงตัวเขื่อน ก็ไปกราบทูลให้ทรงทราบ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นห่วงอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่าทำเสร็จแล้วก็ปล่อยไป"
หลักในการจัดทำโครงการพัฒนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงคำนึงถึงประโยชน์สุขของราษฎรเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ หรือมีจำนวนน้อยแค่ไหน
เช่น เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปเปิดเขื่อนจุฬาภรณ์ ซึ่งก็เป็นที่ประหลาดว่า ไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้อง ถ้าพระองค์เสด็จฯมาถึง ฟ้าจะเปิดทุกที คืนนั้นหลังจากทรงเปิดเขื่อนแล้วได้ทรงประทับแรมที่เขื่อนด้วยทรงมีรับสั่งว่า หมู่บ้านใต้เขื่อนจุฬาภรณ์ไม่มีน้ำ ให้ กฟผ. ไปดูว่าสามารถช่วยอะไรชาวบ้านได้บ้าง ซึ่งที่มาที่ไปดังกล่าวพลอากาศตรี กำธนกล่าวว่า "ในการสร้างเขื่อนจุฬาภรณ์นั้น ชาวบ้านหลายคนเชื่อว่า กฟผ. เก็บน้ำของชาวบ้านเอาไว้ ทั้งที่จริงๆ แล้วเขื่อนเก็บน้ำส่วนเกินในหน้าฝน พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริให้ไปสร้างเขื่อนอีกแห่งเพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำไว้ใช้ กฟผ. รับสนองพระราชประสงค์ โดยสร้างเขื่อน 'ห้วยกุ่ม' สร้างเสร็จแล้วพระบาทสมเด็จพรเจ้าอยู่หัวก็เสด็จฯ พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิด ผู้ว่าการ กฟผ. ในเวลานั้นกราบบังคมทูลว่า...เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมที่เสด็จฯมาเปิดเขื่อนเล็กๆ พระองค์ท่านเหลียวกลับมาบอกว่า... 'นี่เขื่อนใหญ่ที่สุดของฉันแล้ว' ... เหล่านี้ล้วนเป็นพระราชอัจฉริยะภาพของพระองค์ จะเห็นได้ว่าทรงรู้เรื่องเขื่อนดีมาก จึงทรงแนะนำได้ว่าที่โน่นควรทำ ที่นี่ไม่ควรทำ...
ย้อนกลับมาเรื่องเมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จฯเยี่ยมการก่อสร้างเขื่อนจุฬาภรณ์นั้น เจ้าหน้าที่ กฟผ.ได้กราบบังคมทูลว่า มีสะพานแห่งหนึ่งเหนือเขื่อน ตรงบริเวณทางข้างสันเขื่อนจะพังทุกปีเพราะน้ำไหลลง พระองค์ท่านทรงดูแผนที่แล้วรับสั่งว่า 'ทำไมไม่ผันน้ำให้ลงอ่างเสีย' เพราะเหตุว่าเขื่อนจุฬาภรณ์อยู่ในที่สูง น้ำ ๑ ลูกบาศก์เมตร ผลิตไฟฟ้าได้ ๑ กิโลวัตต์ กฟผ. ก็รับสนองแนวพระราชดำริมาทำฝายตอนบนสูง ๑๔ เมตร ดูเหมือนจะใช้ชื่อว่าฝายพรมธารา ผันน้ำไม่ให้ลงมาทางเก่าที่ทำให้สะพานพังด้วยการเจาะอุโมงค์แล้วอาบน้ำนั้นลงอ่างของเขื่อนจุฬาภรณ์ ที่น่าชื่นใจก็คือ ในขณะที่ทำการก่อสร้าง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ซึ่งเสด็จมาประทับที่เขื่อนจุฬาภรณ์ ได้เสด็จลอดอุโมงค์นั้นด้วย ซึ่งนับเป็นสิริมงคลมาก ในที่สุดก็ผันน้ำลงอ่างได้ สะพานก็ไม่พัง น้ำที่ผันได้นั้นเข้าใจปีหนึ่งมีปริมาณสองล้านลูกบาศก์เมตร ได้ไฟฟ้าอีกสองล้าน ยูนิต ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งสองทางคือ เขื่อนไม่พัง แล้วยังได้น้ำไปเติมในอ่างอีกด้วย นับเป็นการพิสูจน์ถึงพระราชอัจฉริยภาพและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพระองค์....

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560

โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลอบ

พระราชดำริ :   สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

แนวพระราชดำริ :
            สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลอบ ตำบลนาเวียง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีพระราชประสงค์เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนบริเวณลุ่มน้ำแม่ลอบ อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่  และสำนักพระราชวัง ได้มีหนังสือที่ พว 0010 (สสท) /5154 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2547 ให้กรมป่าไม้ร่วมกับสำนักพระราชวังและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดทำโครงการดังกล่าว ให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ

ความเป็นมา :
          โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลอบ ตำบลนาเกียน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโครงการพัฒนาพื้นที่เฉพาะด้านการพัฒนาชุมชนแบบบูรณาการ เป็นโครงการที่สืบเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้เสด็จพระราชดำเนินในพื้นที่อมก๋อย ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ โปรดให้มีการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลอบ อำเภออมก๋อย โดยทรงสนับสนุนเรื่องการก่อสร้างโรงเรียนขนาดเล็ก พร้อมอุปกรณ์การเรียน การสอน และครู ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ เจ้าหญิงแอสทริค แห่งประเทศเบลเยี่ยม ได้เสด็จมาเยือนประเทศไทย และในครั้งนั้นได้มีบริษัทแทรทรีเบล เอเชีย จำกัด และกลุ่ม Energy Assistance ได้ติดต่อขอจัดทำโครงการก่อสร้างฝาย เพื่อปั่นไฟฟ้าพลังน้ำถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ซึ่งใช้งบประมาณก่อสร้าง ๑๓ ล้านบาท สามารถปั่นกระแสไฟฟ้าส่งไปใช้ใน ๖ หมู่บ้าน รวม ๒๑๔ ครัวเรือน โดยตั้งโรงไฟฟ้าอยู่ที่บ้านก๋องป๋อใต้ และเนื่องจากในพื้นที่ยังมีปัญหาด้านการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลอบ โดยมีพระราชประสงค์เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติพื้นที่ต้นน้ำ หากไม่เร่งอนุรักษ์และฟื้นฟูจะส่งผลต่อประชาชนในพื้นที่อื่นๆ ที่อาศัยลำน้ำลอบในการดำรงชีวิต อีกทั้งจะเป็นต้นแบบของการพัฒนาเพื่อขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ ในอำเภออมก๋อย
          นอกจากปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ปัญหาด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ อาหารการกินก็เป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาการเกษตรพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลอบขึ้น โดยมีหน่วยงานภายในสังกัด ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมการเกษตร ฯลฯ ร่วมกันทำงานแบบบูรณาการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ในส่วนของกรมประมงโดยสำนักงานประมงจังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเชียงใหม่ ได้จัดทำกิจกรรมรองรับในการดำเนินงานในด้านการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อประโยชน์ด้านการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ และสร้างแหล่งอาหารโปรตีนให้แก่ราษฎรในพื้นที่โครงการไว้บริโภค
         
 
 ที่ตั้งของโครงการ : 
            ตำบลนาเวียง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่

วัตถุประสงค์โครงการ
 :
1. เพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติโดยการคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และภูมิอากาศ
2.  เพื่อสร้างแหล่งอาหารโปรตีนจากสัตว์น้ำให้แก่ราษฎรในพื้นที่โครงการและบริเวณใกล้เคียง
3. ราษฎรในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำและมีจิตสำนึกในการหวงแหนรักษาทรัพยากรด้านการประมง
 

เป้าหมาย :
1. ผลิตพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน ๕๐,๐๐๐ ตัว
          -ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ จำนวน ๕๐,๐๐๐ ตัว
2.   เพิ่มผลผลิตการประมงในแหล่งน้ำ จำนวน ๒ แห่ง
 

พื้นที่ดำเนินงาน :
เกษตรกรในพื้นที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่

ระยะเวลาดำเนินงาน ปี   2555-2558

หน่วยงานที่รับผิดชอบ :
            สำนักงานประมงจังหวัดเชียงใหม่
          ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเชียงใหม่
          ส่วนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
          สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง กรมประมง
 
ผลการที่คาดว่าจะได้รับ :
            1.  สนองพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
            2.  อนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าและระบบนิเวศของป่าต้นน้ำลำธารและทรัพยากรธรรมชาติอย่าง   ยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน    
            3.  พัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลอบ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีตามแนวพระราชดำริ
          เศรษฐกิจแบบพอเพียง
กิจกรรม
            1.    กิจกรรมเพาะชำกล้าไม้ทั่วไป และเพาะชำกล้าไม้มีค่า จำนวน 40,000 กล้า
            2.    จัดทำฝายต้นน้ำแบบผสมผสาน จำนวน 60 แห่ง
            3.     งานส่งเสริมและพัฒนาตามแนวพระราชดำริ
            4.      งานอำนวยการและประสานการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
                        การอบรม “ราษฎรกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้” เพื่อสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ  ให้ความรู้เพื่อพัฒนาคูณภาพชีวิตโดยมีวิทยากรดังนี้    วิทยากรจากพัฒนาการอำเภอ ,  เกษตรอำเภอ , ปศุสัตว์อำเภอ ,  เจ้าหน้าที่มาลาเรีย   และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภอ. อ.อมก๋อย
 

ผลการดำเนินการ
     1.   กิจกรรม การสร้างฝายแบบผสมผสาน
     2.   กิจกรรมเพาะชำกล้าไม้ 
              2.1 เพาะชำกล้าไม้มีค่า (หวาย)  และกล้าไม้ทั่วไป จำนวน 40,000  กล้า ที่  หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชม.30 (ปางโอ้งโม้ง)  และที่บ้านสงิน ตำบลนาเกียน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินการปลูกในปีต่อไป      
     3.    งานส่งเสริมและพัฒนาตามแนวพระราชดำริ การสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การประชาสัมพันธ์เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจแบบพอ เพียง   ในพื้นที่หมู่บ้านเป้าหมาย             
     4.    การประสานงานการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ประสานงานกับหน่วยงานราชการในพื้นที่ออกปฎิบัติงานบริการประชาชน เช่น งานอำเภอเคลื่อนที่  ประชาสัมพันธ์ด้านป่าไม้แจกจ่ายกล้าพันธุ์ไม้  สร้างจิตสำนึกยับยั้งการทำลายป่าต้นน้ำ                     
          โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลอบได้ดำเนินการฝึกอบรม “ราษฎรกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้โดยมีวิทยากรจากหัวหน้าส่วนราชการทั้ง ด้านการเกษตร    การปศุสัตว์  ด้านการพัฒนาอาชีพจากพัฒนาการอำเภอ  วิทยากรด้านกฎหมาย ด้านป่าไม้   ด้านความมั่นคง และสุขภาพอนามัย เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนาความเป็นอยู่ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจแบบพอเพียง
 
ที่มาของข้อมูล :        
- http://extension.fisheries.go.th

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560

โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเลย


 ความเป็นมา :
          1. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงมีพื้นที่กว้างใหญ่ สภาพด้านนอกโดยรอบมีหมู่บ้านชุมชนล้อมรอบหลายหมู่บ้าน ราษฎรได้มีการบุกรุกขยายพื้นที่ทำกินเพื่อปลูกพืชไร่ เช่น ลูกเดือย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ข้าว เป็นต้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่ราษฎรได้บุกรุกขยายพื้นที่ทำกินนั้น เดิมเป็นแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และแหล่งดินโป่งของช้างป่า เมื่อถูกรบกวนจากมนุษย์ และแหล่งอาหารหากินไม่เพียงพอต่อความต้องการของช้างป่า ประกอบกับพื้นที่ที่ราษฎรได้ปลูกไว้ส่วนใหญ่เป็นพืชที่เป็นอาหารช้างป่าได้อย่างดี จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ช้างป่าได้ออกไปหากินนอกเขตฯ และทำความเสียหายต่อพืชไร่ของราษฎรที่ปลูกไว้ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะทางด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ซึ่งอยู่ในท้องที่อำเภอวังสะพุง และอำเภอภูหลวง ได้ประสบกบปัญหาช้างป่าได้ออกไปหากินนอกเขตฯ และทำความเสียหายทำลายพืชไร่ของราษฎรที่ปลูกไว้อยาเป็นประจำ โอกาสที่ช้างป่าจะถูกทำร้ายเสียชีวิตจึงมีมาก
          2. สำนักราชเลขาธิการ โดยท่านผู้หญิงมนัสนิตย์  วณิกกุล ราชเลขานุการในสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ฝ่ายบริหารงานทั่วไป มีหนังสือที่ รล 0010/1428 ลงวันที่ 9 เมษายน  2542  ถึงอธิบดีกรมป่าไม้ แจ้งว่า ด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำริให้ดำเนินการโครงการปลูกพืชอาหารช้าง ในพื้นที่ป่าธรรมชาติภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง และเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ช้างออกไปหากินนอกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งช้างจะออกไปทำความเสียหายให้กับพืชสวน ไร่นา ของชาวบ้านและเป็นเหตุให้ช้างถูกทำร้ายถึงกับชีวิตได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการสนองพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในอันที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น
 
 
 วัตถุประสงค์ :
          1. เพื่อเป็นการสนองพระราชดำริและเป็นการเฉลิมพระเกียรติ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรที่ได้รับความเสียหายจากช้างป่าทำลายพืชไร่ และไม่ให้ช้างป่าถูกทำร้ายเสียชีวิต
          2. เพื่อเพิ่มแหล่งอาหารและแหล่งน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของช้างป่าในเขตฯ
          3. เพื่อป้องกันไม่ให้ช้างป่าออกไปหากินนอกเขตฯ และทำความเสียหายทำลายพืชไร่ของราษฎรที่ปลูกไว้ ให้ได้รับความเสียหาย
          4. เพื่อป้องกันไม่ให้ช้างป่าถูกทำร้ายเสียชีวิต
          5. เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ราษฎรมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ช้างป่ามิให้สูญพันธุ์ไป
          6. เพื่อเป็นการส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่ง
 
พื้นที่เป้าหมาย :

          การดำเนินการมีเป้าหมายดังนี้
          1. พื้นที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง
          2. พื้นที่นอกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่า รวมพื้นที่โครงการประมาณ 476,000 ไร่
  
งบประมาณในการดำเนินการ :
         
          1. งบประมาณจัดสรรจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
          2. งบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ( กปร.)
   
ระยะเวลาในการดำเนินการ :
          โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวงอันเนื่องมาจกาพระราชดำริ มีระยะเวลาในการดำเนินการตั้งแต่ปี งบประมาณ 2543 - 2556 รวมระยเวลา 14 ปี และขณะนี้อยุ่ระหว่างดำเนินการต่อเนื่อง
 
 
กรอบแนวคิดการพัฒนา :
          1. แผนงานเสริมสร้างแหล่งน้ำ และแหล่งอาหารให้กับสัตว์ป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงโดยการปลูกและบำรุงพืชอาหารช้าง จัดทำแหล่งน้ำให้กับสัตว์ป่า โดยการจัดทำฝายชะลอความชุ่มชื้น (Check dam) แบบต่างๆ จัดทำโป่งเทียมเพื่อเพิ่มแหล่งเกลือแร่ให้กับสัตว์ป่า
          2. แผนงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยการประชาสัมพันธ์สร้างจิตสำนึกให้กับประชาชน นิสิต นักศึกษา เยาวชน ให้ตระหนักถึงความสำคัญของพื้นที่ป่า ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของสัตว์ป่าและจัดทำค่ายศึกษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติ ห้องเรียนธรรมชาติ ประจำจังหวัดเลย
          3. แผนงานด้านข้อมูลพื้นฐาน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงตรงเกี่ยวกับช้างป่าโดยการแจกแจง ตรวจนับเป็นรายตัว แบบ Direct Count แยกโดยละเอียดกว่าแต่ละกลุ่ม (ครอบครัว) มีจำนวนเท่าไหร่ แต่ละตัวมีลักษณะอย่างไร สีผิว หาง หู ขนาดส่วนสูง โดยยึดแนวทางปฏิบัติที่มีการดำเนินการที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นแนวทางดำเนินการ
          4.  แผนการป้องกันช้างป่าออกหากินนอกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จากการที่ได้ศึกษาดูงานการดำเนินการป้องกันช้างป่าออกไปหากินในไร่สับปะรด ที่โครงการฯกุยบุรี มีการใช้ลวดกระตกไฟฟ้าซึ่งใช้ไฟฟ้าแบตเตอรี่ขนาด 12 โวลท์นับว่าได้ผลในระยะหนึ่ง ซึ่งดำเนินการควบคู่ไปกับการส้รางแหล่งน้ำแหล่งอาหาร และโป่งเทียมในพื้นที่ป่าลึกให้มากขึ้นเพื่อให้ช้างเปลี่ยนเส้นทางหากิน ในปีงบประมาณ 2547 ได้ขอรับการสนับสนุนจัดทำรั้วป้องกันสัตว์ป่าแบบถาวร โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงาน เพื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าขนาด 12 โวลท์ เป็นระยะทาง 20 กิโลเมตร ขณะนี้ดำเนินการเสร็จแล้ว สมารถป้องกันไม่ให้ช้างป่าออกไปหากินนอกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ทางด้านทิศตะวันออกที่เคยมีปัญหาได้
 
 
ผลการดำเนินงาน :
          1. จัดทำฝายชะลอความชุ่มชื้นแบบกึ่งถาวร
          2. จัดทำฝายชะลอความชุ่มชื้นแบบผสมผสาน
          3. ปลูกพืชอาหารช้างขยายพื้นที่แหล่งอาหารของช้างป่า
          4. ถางวัชพืช บำรุงป่า ฟื้นฟูอาหารช้างและป่าเปียก
          5. จัดทำแนวกันไฟ
          6. ปลูกป่าทั่วไป
          7. จัดทำโป่งเทียม
          8. จัดหาแหล่งน้ำ 
          9. การสร้างจิตสำนึก
 
 สภาพปัจจุบัน :        
 1. ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ 
           1.1 แหล่งน้ำและแหล่งอาหารไม่เพียงพอต่อจำนวนช้างป่าที่เพิ่มขึ้น จากการเดินติดตามโขลงช้างป่าในช่วงปี 2549 และปี 2550 พบประชากรช้างป่าจำนวน 66-81 ตัว และ 75-95 ตัว ตามลำดับ โดยพบช้างเพศผู้ไม่น้อยกว่า 10 ตัว ( เฉพาะที่จำแนกได้ชัดเจน) เป็นช้างงา 5 ตัว และทุกโขลงจะมีลูกช้างอายุ 1-2 ปี โดยมีอัตราการเพิ่มของประชากรช้างป่าร้อยละ 9.48 
          1.2 พื้นที่ถิ่นอาศัยที่เหมาะสมของช้างป่าในช่วงฤดูแล้งไม่เพียงพอต่อจำนวนช้างป่า
             1.3 ปัญหาไฟป่าโดยมีสาเหตุมาจากน้ำมือของมนุษย์ โดยสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ป่า วึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของช้างป่าและสัตวืนานาชนิด
 
 2. ด้านการมีส่วนร่วม 
          ปัญหาด้านการทำปศุสัตว์ของราษฎร เช่น วัว ควาย เข้ามาเลี้ยงภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ซึ่งสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นเข้าไปรบกวนการดำรงชีวิตของช้างป่า ทั้งด้านแหล่งน้ำและแหล่งอาหาร ราษฎรบางรายเจตนาทำลายรั้วไฟฟ้าเพื่อที่นำสัตว์เลี้ยงเข้ามาเลี้ยงภายในเขตเป็นสาเหตุทำให้ไฟฟ้ารั่ว ช้างป่าจึงสามารถออกไปนอกเขตได้
 3. ด้านการบริหารจัดการช้างป่า 
           3.1 ปัญหาช้างป่าออกไปหากินนอกเขตฯ และทำความเสียหายต่อพืชไร่ของราษฎร
           3.2 ช้างป่าถูกทำร้ายจากราษฎรจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จากการที่ช้างป่าออกไปหากินนอกเขตและเข้าไปทำรายพืชไร่ของราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ทำให้ราษฎรบางรายใช้อาวุธปืนในการขับไล่ให้ช้างออกจากพื้นที่การเกษตรของตน จนทำให้ช้างป่าได้รับบาดเจ็บและตายเนื่องจากพิษบาดแผล
  
แนวทางการดำเนินงานในอนาคต :
          1. ขยายพื้นที่เหมาะสมแก่การอยู่อาศัยของช้างป่า ซึ่งมีอัตราการเพิ่มของประชากรช้างป่า
ร้อยละ 9.84 จากการเพิ่มจำนวนของช้างป่าอย่างรวมเร็ว พื้นที่ที่เหมาะสมที่มีอยู่จึงไม่เพียงพอต่อจำนวนช้างที่เพิ่มขึ้น
          2. ขยายแนวรั้วไฟฟ้ารอบเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง
          3. เพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำแหล่งอาหารของช้างป่า
          4. เน้นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ช้างป่า
          5. ปัญหาในอนาคตเนื่องจากจำนวนประชากรช้างป่า จึงหาวิธีการที่จะจัดการกับประชากรช้างป่า โดยการเคลื่อนย้ายช้างป่าไปแหล่งที่อยู่ใหม่ที่สามารถเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของช้างป่าได้
 
ที่มาของข้อมูล :
เอกสารประกอบการเดินทางตรวจเยี่ยมโครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย และโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ผานาง-ผาเกิ้ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเอราวัณ จังหวัดเลย ระหว่างวันที่ 24-25 ของนายพลากร สุวรรณรัฐ

 
Orange Lollipop